แสงเสด็จมาแล้ว เหลือแค่เราแบกถ้วยตวงใบไหนมารับ
หลังเล่าเรื่องดินสี่แบบ พระเยซูพูดต่อเรื่องตะเกียงกับถ้วยตวง — ของใช้ธรรมดาในบ้านที่ทุกคนจับต้องทุกวัน ทั้งสองภาพกำลังบอกเรื่องเดียวกันว่า แสงสว่างเสด็จมาเพื่อเปิดเผย และเราจะได้รับมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับใจที่เอามารับ
เวลาได้ยินคำว่า “ตะเกียง” ผมยอมรับว่าภาพในหัวผมมักเป็นตะเกียงสวย ๆ ที่โรงแรมเอามาตั้งประดับ หรือไม่ก็โคมไฟส่องทางริมทะเลสาบ ผมนึกภาพพระเยซูเป็นแสงสว่างที่ตั้งเด่นอยู่ที่ไหนสักแห่งไกล ๆ ตัว พอมานั่งกับตอนนี้ทีละคำ ผมถึงเห็นว่าผมเข้าใจผิดไปคนละเรื่อง — ตะเกียงที่พระองค์พูดถึงคือดวงเล็ก ๆ ที่วางอยู่กลางบ้าน เป็นของจำเป็นที่คนสมัยนั้นจับต้องทุกวัน และพอต่อภาพนี้เข้ากับเรื่องถ้วยตวงในตลาดที่ตามมา ผมก็เห็นว่าสองเรื่องนี้ไม่ใช่คนละเรื่อง แต่เป็นโซ่เส้นเดียวที่ร้อยต่อจากอุปมาเรื่องดินสี่แบบ ว่า แสงสว่างเสด็จมาเพื่อจะเปิดเผยให้เห็น แต่เราจะรับไปได้มากแค่ไหน อยู่ที่ภาชนะที่เราเอามารับ
ตะเกียงที่ “เสด็จมา”?
พอเล่าเรื่องดินสี่แบบจบและย้ำว่า “ใครมีหูที่จะฟัง จงฟังเถิด” พระเยซูก็เปลี่ยนมาพูดเรื่องตะเกียง📖 พระองค์ถามทำนองว่า มีใครที่ไหนจุดตะเกียงแล้วเอาไปคว่ำไว้ใต้ถัง หรือซุกไว้ใต้เตียง? ไม่มีใครทำหรอก เขาต้องเอาไปตั้งไว้บนเชิงตะเกียงให้แสงส่องทั่วห้อง
ตรงนี้ต้องเห็นภาพของจริงก่อนถึงจะเข้าใจ ตะเกียงในแคว้นกาลิลีสมัยนั้นไม่ใช่โคมไฟหรูหรา แต่เป็นตะเกียงดินเผาขนาดฝ่ามือ เติมน้ำมันมะกอกไว้ข้างใน แล้วสอดไส้ผ้าป่านที่พวยไว้จุดไฟ ส่วนบ้านชาวบ้านทั่วไปเป็นบ้านหินห้องเดียว หน้าต่างเล็กมากหรือแทบไม่มี ข้างในจึงมืดแม้กลางวัน ตะเกียงดวงเล็กดวงเดียวนี้แหละคือแสงสว่างเดียวของทั้งบ้าน มันไม่ใช่ของประดับ ไม่ใช่ของหรูของไกลตัว แต่เป็นของที่ต้องจับต้องใช้ทุกวันตอนตะวันตกดิน
พอเห็นภาพนี้แล้วผมก็นึกออกว่า การเอาถัง1มาครอบตะเกียงหรือเอาไปซุกใต้แคร่ ไม่ใช่แค่ทำให้บ้านมืด แต่มันขัดสามัญสำนึกของคนยุคนั้นสิ้นเชิง — ควันจะอบ แถมเสี่ยงไฟไหม้บ้าน ใครจะไปทำ พระองค์กำลังพูดเรื่องที่ทุกคนพยักหน้าตามได้ทันทีว่า “ก็ต้องตั้งบนเชิงสิ ถามได้”
อีกจุดที่ผมชอบซ่อนอยู่ในคำเดียว ปกติฉบับแปลจะแปลข้อนี้ว่า “เขาเอาตะเกียงมา” หรือ “ตะเกียงถูกนำเข้ามา” ซึ่งไม่ผิด แต่คำเดิมที่เลือกใช้คือ erchetai (ἔρχεται) ที่แปลตรง ๆ ว่า “มา” หรือ “เสด็จมา”2 เป็นคำที่ปกติใช้กับคนที่เดินมาเอง ไม่ใช่สิ่งของที่ถูกยกมา ผมเลยอดคิดไม่ได้ว่าคำที่ฟังดูแปลก ๆ นี้อาจแอบบอกใบ้ถึงบางคนที่ “เสด็จมา” ในโลกนี้ คือพระองค์เอง แสงสว่างที่เป็นบุคคล ไม่ใช่แค่แสงไร้ชีวิต ตรงนี้ผมถือเป็นนัยแฝงที่ชวนคิด ไม่ใช่ข้อสรุปที่ฟันธงได้จากไวยากรณ์
แล้วพระองค์ก็ต่อว่า ไม่มีสิ่งใดที่ซ่อนไว้เพื่อจะปิดตลอดไป ทุกสิ่งที่ปิดบังไว้ล้วนมีไว้เพื่อจะถูกเปิดเผย📖 นี่คือการหักมุมที่งดงาม ตอนนี้ตัวตนของพระองค์และแผ่นดินของพระเจ้าอาจดูเหมือนถูกซ่อนไว้ในความต่ำต้อยและในอุปมาที่เข้าใจยาก แต่เป้าหมายของการซ่อนไม่ใช่เพื่อปิดตาย เหมือนคนจุดตะเกียงที่ตั้งใจให้มันส่องสว่าง พระองค์เสด็จมาเพื่อจะเปิดเผยพระเจ้าให้โลกเห็น ไม่ใช่มาอยู่เงียบ ๆ ใต้เตียง3 แล้วพระองค์ก็ทิ้งท้ายด้วยประโยคเดิมอีกครั้งว่า ใครมีหูที่จะฟัง จงฟังเถิด📖 เหมือนกำลังบอกว่า “เรื่องตะเกียงเดินได้นี้มีอะไรให้คิดต่อนะ อย่าเพิ่งงงกันล่ะ”
จงคิดสิ่งที่ได้ยินให้ถี่ถ้วน
ประโยคถัดมาในฉบับภาษาไทยแปลไว้ลึกมากว่า “จงคิดสิ่งที่เจ้าได้ยินอย่างถี่ถ้วน”📖 ตอนแรกผมนึกว่าเป็นสำนวนแต่งเติมของผู้แปล แต่พอเปิดภาษาเดิมกลับเจอว่าแปลได้ตรงมาก คำเดิมคือ blepete (βλέπετε) ที่แปลว่า “จงมองดู” หรือ “จงเฝ้าระวัง” มาคู่กับคำว่า “สิ่งที่ได้ยิน”4 รวมกันตรง ๆ จะแปลแปลก ๆ ว่า “จงเฝ้ามองสิ่งที่เจ้ากำลังฟัง” ซึ่งคือสำนวนที่หมายถึง ให้คัดกรองและใส่ใจสิ่งที่เข้าหูให้ดี ๆ
มันคือคำเดียวกับ “ใครมีหูจงฟัง” นั่นแหละ แต่ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น พระองค์ไม่ได้บอกแค่ให้ ฟัง แต่ให้ วิเคราะห์ สังเกต และลงลึก กับสิ่งที่ได้ยิน อย่าฟังผ่านหูซ้ายทะลุหูขวา เพราะสิ่งที่กำลังจะพูดต่อไปคือความจริงเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า
ถ้วยตวงที่เราแบกไปเอง
พระองค์อธิบายต่อด้วยภาพที่คนสมัยนั้นเห็นทุกวันในตลาด ว่าท่านตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด ก็จะได้รับตวงคืนด้วยทะนานอันนั้น และจะได้รับเพิ่มเติมอีกด้วย📖 คำว่าทะนานหรือถ้วยตวงในภาษาเดิมคือ metron (μέτρον) หมายถึงภาชนะตวงมาตรฐาน5
ปมนี้ค้างใจคนอ่านมานาน เพราะถ้านึกภาพตลาดโบราณไม่ออก จะงงว่าการ “ตวงด้วยทะนานอันใด ก็ได้รับด้วยทะนานอันนั้น” มันเกี่ยวกับการฟังพระคำตรงไหน กุญแจอยู่ที่ภาชนะตวง เวลาซื้อขายเมล็ดพืชในตลาด ขนาดของถ้วยตวงที่ยื่นออกไปเป็นตัวกำหนดว่าจะได้ข้าวกลับมาเท่าไร และถ้าเจอพ่อค้าใจกว้าง เขาไม่ได้แค่ตวงให้พอดีขอบ แต่จะกดให้แน่น เขย่าให้ลง แล้วเทเพิ่มจนพูนล้นออกมา — เป็นภาพเดียวกับที่พระเยซูทรงใช้ในอีกที่หนึ่งว่า เราจะได้รับการตวงกลับอย่างเต็มที่ กดแน่น สั่น พูนล้น6
พอเอาภาพนี้มาจับกับสิ่งที่พระเยซูสื่อ ทุกอย่างก็เคลียร์ พระองค์คือพ่อค้าใจดีที่มีคลังพระคำและความล้ำลึกของแผ่นดินพระเจ้าอย่างไม่จำกัด ส่วนเราคือคนซื้อที่แบก “ถ้วยตวง” ของตัวเองเดินมาหาพระองค์ ถ้วยตวงนั้นคือสภาพใจและความตั้งใจที่เราเอามารับพระคำ ถ้าเราเอาถ้วยใบจิ๋วมา คือฟังผ่าน ๆ อ่านส่งเดช ไม่ยอมเคี้ยว ต่อให้พระองค์อยากเทความล้ำลึกให้แค่ไหน ก็เทให้ได้แค่เท่าถ้วยแคบ ๆ ที่เราแบกมา แต่ถ้าเราเอาถังใบใหญ่ที่ตั้งใจจริงมา ทุกอย่างก็ต่างออกไป พระองค์เทความเข้าใจให้จนเต็มถัง แล้วยังแถมเพิ่มให้อีกจนล้น
แล้วประโยคที่ฟังดูโหดร้ายในข้อถัดมาก็เข้าที่ ว่าผู้ที่มีอยู่แล้วจะได้รับเพิ่ม ส่วนผู้ที่ไม่มี แม้แต่สิ่งที่เขามีอยู่ก็จะถูกริบไป📖 มองผ่านเลนส์นี้มันไม่ใช่ “คนรวยยิ่งรวย คนจนยิ่งจน” อย่างที่ผมเคยเข้าใจ แต่คือลูกค้าที่ตั้งใจแบกถังใหญ่มา ก็ได้รับเติมจนล้นและงอกเงยขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนคนที่เอาถ้วยจิ๋วมา ได้ข้าวกลับไปนิดเดียว ไม่ทันไรก็มอดกินหมด สุดท้ายแม้แต่หยิบมือที่คิดว่ามี ก็หายไปจนไม่เหลือ ผมชอบที่ตีความแบบนี้เพราะมันไม่ต้องแต่งเติมพระคำ แค่เข้าใจภาพตลาดที่พระองค์จงใจหยิบมาใช้ ทุกอย่างก็ลงตัวเอง
เคี้ยวไปเรื่อย ๆ จนเป็นวิถีชีวิต
มีอีกชั้นที่ซ่อนอยู่ในไวยากรณ์ซึ่งภาษาไทยไม่ได้เก็บไว้ คำกริยาหลักในช่วงนี้ ทั้ง “ฟัง” (akouete) “ตวง” (metreite) และ “มี” (echei, ἔχει) ล้วนอยู่ในรูปปัจจุบันกาลของกรีก ซึ่งไม่ได้เน้นแค่ “ตอนนี้” แต่เน้นการทำ ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ซ้ำ ๆ จนเป็นนิสัย7 พูดง่าย ๆ คือพระองค์ไม่ได้เรียกหาคนที่วันนี้ขยันมานั่งเคี้ยวพระคำ แต่พรุ่งนี้ปล่อยผ่าน พระองค์เรียกหาคนที่ฟัง คิด และตวงพระคำ เป็นวิถีชีวิตประจำวัน
ภาพที่ผมนึกถึงคือ จอร์จ มุลเลอร์ ชายผู้เลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นพัน ๆ คนโดยไม่เคยเอ่ยปากขอเงินใครนอกจากอธิษฐาน เคล็ดลับของเขาไม่ได้อยู่ที่การอ่านพระคัมภีร์ให้จบไว ๆ แต่เขาจะอ่านไป อธิษฐานไป และ “เคี้ยว” พระคำทีละบรรทัด จนพระคำนั้นกลายเป็นความเชื่อและความชื่นชมยินดีในใจก่อนเริ่มงานแต่ละวัน8 นั่นคือคนที่แบกถังตวงใบใหญ่มาทุกวัน และพระเจ้าก็ตวงเติมให้เขาจนล้นทุกวันเช่นกัน
หลังเล่าอุปมาเรื่องดินสี่แบบ พระเยซูไม่ได้ขึ้นเรื่องใหม่ แต่หยิบของใช้ในบ้านที่คนสมัยนั้นจับต้องทุกวันมาต่อภาพเดิม ตะเกียงดินเผาดวงเล็กในบ้านหินมืด ๆ ไม่มีใครจุดแล้วเอาไปครอบใต้ถังหรือซุกใต้แคร่ เพราะมันมีไว้ตั้งบนเชิงให้ส่องทั่วห้อง และคำที่พระองค์เลือกใช้ยังฟังราวกับตะเกียงดวงนั้น “เสด็จมา” เอง จนอดคิดไม่ได้ว่าอาจกำลังเล็งถึงพระองค์เองที่เข้ามาเป็นแสงสว่างของโลก — แม้จะเก็บไว้เป็นเพียงนัยที่ชวนคิด ไม่ใช่ข้อฟันธง แต่ภาพรวมก็ชัดว่าแสงสว่างเสด็จมาเพื่อจะเปิดเผย ไม่ใช่มาซ่อน จากนั้นพระองค์ก็ต่อด้วยเรื่องทะนานตวงในตลาด ของอีกอย่างที่เห็นกันทุกวัน เพื่อบอกว่าเราจะรับความจริงนั้นได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับภาชนะที่เราเอามารับ คือใจที่ตั้งใจฟังและเคี้ยวพระคำอย่างสม่ำเสมอจนเป็นวิถีชีวิต ตวงด้วยใจใบใหญ่ก็ได้เต็มและล้น ตวงด้วยใจใบจิ๋วก็ได้เพียงนิดเดียว ทั้งตะเกียงและทะนานจึงร้อยต่อจากดินสี่แบบเป็นโซ่เส้นเดียว ว่าพระคำถูกหว่านลงมาถึงใจเราแล้ว แสงก็ส่องออกมาแล้ว เหลือแต่ว่าเราจะเตรียมใจแบบไหนออกไปรับ
แล้วมันเปลี่ยนอะไรกับผมวันนี้
อ่านจบตอนนี้ สิ่งที่ค้างอยู่ในใจผมคือความรู้สึกโล่งใจแปลก ๆ ว่าพระเยซูทรงทำในส่วนของพระองค์เสร็จแล้ว พระองค์เสด็จมาเป็นแสงสว่าง ตั้งไว้บนเชิงให้เห็นกันเต็มที่ ไม่ได้ซ่อนไว้จากใครเลย เมื่อก่อนผมเคยเผลอคิดว่าการเข้าใจพระเจ้าเป็นเรื่องของคนพิเศษที่พระองค์เลือกให้รู้เท่านั้น แต่พอเห็นภาพตะเกียงกลางบ้านแบบนี้ ผมกลับเห็นว่าแสงมันอยู่ตรงนั้นมาตลอด คนที่ยังไม่เห็นไม่ใช่เพราะไฟดับ แต่เพราะยังไม่ได้เดินเข้าไปหา
พอคิดแบบนี้ หน้าที่ของผมก็เหลืออยู่อย่างเดียว คือเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาพระองค์เอง เอาใจใบใหญ่ที่สุดเท่าที่มีไปรับ ไม่ใช่ยืนดูอยู่ไกล ๆ แล้วบ่นว่าทำไมยังไม่เข้าใจสักที เช้านี้ท่ามกลางงานที่กองอยู่เต็มไปหมด ผมเลือกจะมานั่งเคี้ยวพระคำช้า ๆ ก่อน ไม่ใช่เพราะผมว่างหรือเก่งกว่าใคร แต่เพราะเชื่อว่าคนที่ยอมเดินเข้ามา พระองค์จะทรงเติมให้จนล้น อย่างที่ทรงสัญญาไว้ในเรื่องถ้วยตวงนั่นเอง
และสิ่งที่ทำให้ผมอุ่นใจที่สุดคือ พระองค์ไม่ได้เร่ง ไม่ได้ไล่ แต่ทรงรออยู่ พร้อมจะตวงให้เต็มมือทันทีที่เรายกภาชนะของเราเข้าไปหา ส่วนพระคำที่รับมาแล้วจะค่อย ๆ ทำงานเติบโตในใจเราต่ออย่างไร ผมจะเล่าต่อในตอนหน้า9
Footnotes
คำว่า “ถัง” ในภาษาเดิมคือ modios (μόδιος) ซึ่งเป็นภาชนะตวงเมล็ดพืชของโรมัน จุประมาณ 8-9 ลิตร การเอามาครอบตะเกียงที่จุดไฟอยู่จึงเป็นภาพที่ไม่มีใครทำจริง — ดู BDAG หัวข้อ μόδιος↩︎
คำว่า erchetai (ἔρχεται) เป็นรูปของกริยา erchomai ที่แปลว่า “มา / เสด็จมา” ในข้อนี้ BDAG จัดเป็นการใช้แบบ passive คือ “ตะเกียงถูกนำเข้ามา” ซึ่งเป็นคำแปลมาตรฐาน แต่เพราะคำเดิมโดยปกติใช้กับบุคคลที่เคลื่อนที่มาเอง นักตีความบางคนจึงเห็นว่าอาจมีนัยแฝงเชิงวาทศิลป์ที่เล็งถึงพระคริสต์ผู้ “เสด็จเข้ามาในโลก” — เป็นการตีความที่เป็นไปได้ ไม่ใช่ข้อสรุปทางไวยากรณ์ — ดู BDAG หัวข้อ ἔρχομαι↩︎
“เตียง” ของชาวบ้านทั่วไปในสมัยนั้นมักเป็นเพียงเสื่อหนา ๆ หรือแคร่เตี้ยติดพื้น (klinē, κλίνη) ไม่ใช่เตียงยกสูงแบบปัจจุบัน การเอาตะเกียงไปซุกไว้ใต้แคร่ต่ำ ๆ จึงยิ่งอันตราย↩︎
คำว่า blepete (βλέπετε) แปลตรงตัวว่า “จงมองดู / จงเฝ้าระวัง” เมื่อวางคู่กับ “สิ่งที่ได้ยิน” (akouete) จึงเป็นสำนวนที่เน้นให้พิจารณาและคัดกรองสิ่งที่ฟังอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ได้ยินผ่าน ๆ — ดู BDAG หัวข้อ βλέπω↩︎
คำว่า metron (μέτρον) หมายถึงภาชนะหรือหน่วยที่ใช้ตวง แนวคิด “ตวงคืนตามที่ตวงไป” (measure for measure) เป็นหลักที่คนยิวคุ้นเคยดีในธรรมเนียมของพวกรับบี ที่ว่ามนุษย์จะได้รับการปฏิบัติกลับด้วยมาตรวัดเดียวกับที่เขาปฏิบัติต่อผู้อื่น — ดู มัทธิว 7:2 ↗ ที่ใช้ภาพเดียวกัน (mishnah Sotah 1:7 บันทึกหลักนี้ไว้)↩︎
ภาพ “ตวงเต็ม กดแน่น สั่น พูนล้น” นี้ พระเยซูทรงใช้อย่างชัดเจนอีกครั้งใน ลูกา 6:38 ↗ — สื่อการให้ที่เต็มเปี่ยมเกินพอดี↩︎
กริยาเหล่านี้อยู่ในรูปปัจจุบันกาล (present tense) ของกรีก ซึ่งเน้น “ลักษณะการกระทำ” ที่ต่อเนื่องหรือทำเป็นนิสัย ต่างจากรูป aorist ที่ใช้กับเหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งเดียวจบ — ดู Wallace, GGBB หัวข้อ Customary/Habitual Present↩︎
จอร์จ มุลเลอร์ (George Müller, 1805-1898) ผู้ก่อตั้งบ้านเด็กกำพร้าในเมืองบริสตอล ประเทศอังกฤษ เป็นที่รู้จักในวิธีอ่านพระคัมภีร์แบบใคร่ครวญช้า ๆ ควบคู่การอธิษฐาน จนพระคำเปลี่ยนเป็นความเชื่อและความชื่นชมยินดีในใจก่อนเริ่มงานแต่ละวัน↩︎
อ่านต่อได้ในตอนถัดไป มาระโก 4:26-34 ↗ — อุปมาเรื่องเมล็ดที่โตเอง เมล็ดมัสตาร์ด และเหตุผลว่าทำไมพระองค์จึงสอนเป็นอุปมา↩︎